วันอาทิตย์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ที่เทียวเชียงใหม่

ดอยปุย


ดอยปุย อยู่ใกล้อำเภอเมืองเชียงใหม่ ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ ปุย อยู่ห่างจากพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นยอดดอยสูงกว่าดอยสุเทพเล็กน้อย ยอดดอยมีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลที่ 1,685 เมตร มีลักษณะอากาศเย็นสบายตลอดปี บนยอดดอยปุยเป็นสถานที่ชมนกซึ่งอาศัยอยู่กว่า 300 ชนิด ไฮไลท์สำคัญยามมาเยือนดอยปุยแล้วห้ามพลาดได้แก่ เยี่ยมชมหมู่บ้านม้ง ที่ซึ่งมีพิพิธภัณฑ์ชาวเขาจัดแสดงงานฝีมือของชุมชนชาวเขา มีผลิตภัณฑ์และของที่ระลึกที่ทำจากชาวเขาจัดจำหน่าย อาทิ เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่มแบบชาวเขา เมื่อมาเยี่ยมชมหมู่บ้านม้งแล้วก็อย่างลืมแวะชมสวนดอกไม้เมืองหนาวหลากสีสันสวยงามและน้ำตกขนาดย่อมๆที่บริเวณท้ายหมู่บ้าน
พิกัด GPS ดอยปุย : 18.814218, 98.888636

ขุนช่างเคี่ยน

ขุนช่างเคี่ยน ตั้งอยู่ใน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน เป็นแหล่งท่องเที่ยวชมความสวยงามของดอกซากุระเมืองไทย หรือ ดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่มักจะออกดอกบานสะพรั่งอวดสีชมพูสดใส ในช่วงเดือน ธันวาคม ถึง มกราคม ของทุกปี ช้าหรือเร็วแล้วแต่สภาพอากาศ นับเป็นแหล่งชมดอกซากุระยอดฮิตอันดับต้นๆของประเทศไทย ถึงแม้การเดินทางเข้ามายังขุนช่างเคี่ยนจะค่อนข้างสมบุกสมบันซักหน่อยแต่รับรองว่าคุ้มค่าต่อการเดินทางอย่างแน่นอน ตลอดสองข้างทางเรียงรายไปด้วยป่าต้นพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งงดงามท่ามกลางภูเขาสลับสูงต่ำทำให้วิวทิวทัศน์บริเวณขุนช่างเคี่ยนดูมีมิติสวยงามไม่เหมือนที่ใด ต้นนางพญาเสือโคร่งที่นี่มีดอกสีชมพูสดใสและอยู่ติดๆ กันเป็นดง เวลาออกดอกจึงดูสวยงาม มีชีวิตชีวากว่าที่อื่นๆ หากนักท่องเที่ยวท่านใดอยากจะนอนค้างแรมเพื่อสัมผัสกับอากาศหนาวยามเช้าพร้อมชมดอกพญาเสือโคร่งกันอย่างเต็มอิ่มก็ลองติดต่อสอบถามทางสถานีวิจัย ศูนย์อบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ที่เบอร์ 053-222-014 หรือ 053-944-053 เพราะที่นี่เค้ามีบริการห้องพักไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว หรือใครอยากจะหาสถานที่กางเต๊นท์ใกล้เคียง ห่างไปประมาณ 3 กิโลเมตร ก็มีสถานที่กางเต๊นท์ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยจัดไว้ให้
พิกัด GPS ขุนช่างเคี่ยน : 18.804940, 98.921535

สวนสัตว์เชียงใหม่

หากมาเที่ยวเชียงใหม่แล้วยังไม่ได้เข้าไปชความน่ารักของเจ้าหมีแพนด้าที่ “สวนสัตว์เชียงใหม่” แล้วล่ะก็เหมือนยังมาไม่ถึงเชียงใหม่ ซึ่งนับเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดคนเข้ามาเที่ยวยังสวนสัตว์เชียงใหม่เป็นจำนวนมาก นอกจากเจ้าแพนด้าแล้วยังมีสัตว์อีกนานาชนิดกว่าเจ็ดพันตัว ท่ามกลางธรรมชาติขุนเขาอันกว้างใหญ่ถึง 531 ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วย สวนนกนครพิงค์ ศูนย์จัดแสดงนกเพนกวิน อาคารแมวน้ำ และที่พลาดไม่ได้เลยคือ ซู อควาเลี่ยม หรืออุทยานสัตว์น้ำที่รวบรวมเอา สัตว์น้ำจืดและน้ำเค็มไว้หลากหลายสายพันธ์ุมากกว่า 60 ชนิด สวนสัตว์เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00 น. ถึง 17.00 น.  ราคาบัตรค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 100 บาท เด็ก (สูงไม่เกิน 135 ซ.ม.) 50 บาท ค่าธรรมเนียมในการชมแพนด้า ผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก (สูงไม่เกิน 135 ซ.ม.)  20 บาท และ บัตรค่าเข้าชมอควาเรียม ผู้ใหญ่ 290 บาท เด็ก (สูงไม่เกิน 135 ซ.ม.) 190 บาท
พิกัด GPS สวนสัตว์เชียงใหม่ :18.809753, 98.947595 
สถานที่ตั้ง : ทางเดียวกับไปทางดอยสุเทพ จากคูเมืองถึงถนนห้วยแก้ว ผ่านสี่แยกภูคำ ผ่านมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จะถึงหน้าทางเข้าสวนสัตว์เชียงใหม่
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เที่ยวเชียงใหม่ สวนสัตว์เชียงใหม่

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อะไรคือ Nazi Third Reich ?
    เมื่อพูดถึงนาซี เรามักจะนึกถึงกองทัพสวัสดิกะผู้ชั่วร้าย และชายหนวดจิ๋ม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์  จริงๆ แล้วเดิมที
Nazi เป็นเพียงชื่อย่อของพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน  พรรคการเมืองหนึ่งของเยอรมันที่มีตัวตน
มาก่อนที่ฮิตเลอร์จะเรืองอำนาจเสียอีก ต่อมาเมื่อฮิตเลอร์ได้เป็นใหญ่เป็นโตในพรรค 
ประชาชนที่ได้ให้การสนับสนุนนโยบายสุดโต่งของเค้า ถูกเรียกว่า Nazi Member ถึงจุดนี้การได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกพรรค 
ยังไม่ได้มีความหมายเลวร้ายเช่นทุกวันนี้นะครับ  มันเป็นแค่ชื่อเรียก คนที่สนับสนุนพรรคการเมืองนั้นๆ จนในภายหลัง 
ฮิตเลอร์เริ่มออกกฏหมายเหยียดชาติพันธุ์ ส่งทหารนาซีออกไปจุดชนวนสงครามโลก  
กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้จึงถูกตราไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ 
     ส่วน Third Reich ที่ได้ยินกรอกหูบ่อยๆ นั้น ความหมายของมันคือ อาณาจักรที่ 3 ฮิตเลอร์ตั้งชื่ออาณาจักรสมบูรณ์แบบ
ที่เขากำลังจะสร้างและอยู่ไปอีกนับพันๆ ปีว่าอย่างนั้น มันจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
และเขาก็ทำได้จริงๆซะด้วยสิ  Third Reich จึงเป็นอะไรที่น่าพิสมัยมากหากคุณมีสายเลือดเยอรมันแท้ๆ
หากคุณไม่แคร์ว่า ความสำเร็จนั้นจะได้มาจากการเถือหนังผู้อื่นหรือไม่ 
หลายท่านอาจสงสัยว่าไรซ์ ที่ 1 กับ 2 ล่ะมีไหม ? ...มีครับ แต่มีอยู่แค่ในจินตนาการของฮิตเลอร์เท่านั้น
อาณาจักรที่ 1 คือ จักวรรดิโรมัน
อาณาจักรที่ 2 คือ จักรวรรดิเยอรมัน  ระหว่างปี 1871-1896
พูดกันแบบไม่ไว้หน้าก็คือ ฮิตเลอร์เห็นว่าจักรวรรดินั้น ในช่วงเวลานี้เหมาะกับอุดมคติของเค้า ก็เลยขี้ตู่เรียกไปคนเดียวว่า 
1 กับ 2 เพื่อสื่อว่าเข้าจะสร้างได้อย่างนั้นบ้างนั่นเอง


บันไดขั้นที่ 1 ครอบครองการเมืองด้วยการพูด (1920-1932)
     สงครามโลกครั้งที่ 1 เพิ่งจบไปไม่กี่ปี เยอรมันนีกำลังอยู่ในสภาวะเศณษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก ประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่าย
ไม่สนับสนุนพรรคนาซีก็พรรคคอมมิวนิสต์  นายฮิตเลอร์ขณะนั้นยังเป็นเพียงทหารผ่านศึกโนเนม 
ไม่มีวุฒิการศึกษา อีกทั้งฐานะทางบ้านก็ยากจน แต่ฮิตเลอร์มีเพลงกระบี่ซึ่งยังเป็นที่ยอมรับจนถึงทุกวันนี้ในฐานะนักพูดผู้ทรงพลัง

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ผู้ก่อตั้งพรรคเกิดประทับใจลีลาการพูดปราศัยของฮิตเลอร์  และเชิญเขาเข้าร่วมด้วยใจความขายฝัน สีหน้าบิดเบี้ยวลู่ไปตามอารมณ์
มือที่กวัดไกวประกอบการพูดของเขามีแรงดึงดูดให้ผู้ฟังคล้อยตามอย่างประหลาด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกจำคุกด้วยข้อหา
แกนนำจลาจล และกลายเป็นไอดอลในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ปลดปล่อยเยอรมันนี แต่นั่นยังไม่เพียงพอครับ
เขาพ่ายแพ้ในการโหวตอย่างหมดท่า 
     ต่อมาฮิตเลอร์ฉวยโอกาสที่มีมือมืดวางเพลิงรัฐสภา ปลุกระดมมวลชนพรรคนาซี กล่าวโทษพรรคการเมืองอีกฝ่ายจนไร้ที่ยืน
จากวันนั้นเยอรมันไม่เหลือใครที่จะขวางฮิตเลอร์ได้อีกแล้ว


บันไดขั้นที่ 2 ครอบครองประชาชนด้วยความกลัว (1933-1937) 
      ถึงตอนนี้พรรคนาซีของเขาเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด นายฮิตเลอร์กลายเป็นท่านผู้นำไปแล้ว (ฟินเว่อ) อุดมการณ์ที่นาซีให้ความสำคัญ
มาเป็นอันดับแรก และกลายเป็นตลกโสโครกมาจนทุกวันนี้ก็คือ ฮิตเลอร์อุปโลกว่า ชาวเยอรมันคือ Master Race สายพันธุ์ต้นแบบของมนุษย์
เขาเขียนกฏหมายขึ้นหลายมาตราเพื่อดำรงความบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์อารยัน  ใครก็ตามที่มีประวัติรักร่วมเพศ พิการ หอบหืดลมชัก
ต้องเข้ารายงานตัวเพื่อทำหมัน  หญิงใดที่ไร้ประกาศนียบัตรจากค่ายสตรีที่เขาตั้งขึ้นจะกลายเป็นหญิงด้อยค่าในสายตาของชาวเยอรมัน
เด็กอายุ 10 ขวบขึ้นไปต้องเข้าค่ายยุวชนทหาร ที่ๆ สอนว่าชีวิตของพวกเขานั้นเป็นของท่านผู้นำ รองลงมาจึงเป็นครอบครัว
บทเรียนแรกของเด็กประถมเยอรมันในยุคนั้น คือ การทักทายด้วยการยื่นแขนไปด้านหน้าแล้วพูดว่า " ไฮล์ ฮิตเลอร์ "  ซึงแปลเป็นภาาาไทยว่า
สวัสดีฮิตเลอร์

แต่ที่ซวยที่สุดคือ 1% ของประชากรที่เป็นยิว ฮิตเลอร์ตราหน้าพวกเขาว่าเป็นสายพันธุ์ด้อยเชื้อร้ายที่ต้องกำจัดทิ้ง  เขาเริ่มบีบยิวเบาะๆ
ด้วยการรณรงค์ให้ชาวเยอรมันบอยคอตกิจการเชื้อสายยิวไปจนถึงออกแบบเรียนปลูกฝังให้เด็กรังเกียจยิว  เขียนกฏหมายให้พวกเขากลายเป็น
พลเมืองชั้นสองที่ต้องติดสัญลักษณ์ยิวประจานตัวเองตลอดเวลา  บางพื้นที่ประกาศเป็นเขตปลอดยิว หากคุณโชคดีเกิดเป็นเศรษฐียิว
คุณจะแค่ถูกยึดทรัพย์แล้วถีบออกนอกประเทศ  ถ้าไม่คุณจะต้องใช้ชีวิตในค่ายแรงงานหรือจับรมแก๊สพิษ ...ฮิตเลอร์ตั้งไข่เศรษฐกิจ
ได้ด้วยเงินที่ยึดจากยิวและแรงงานทาสนี้เอง
ชาวเยอรมันบางส่วนเห็นด้วยกับนโยบายนี้อย่างสุดใจตามประสาคนที่ได้รับผลประโยชน์ อีกส่วนเพียงตามกระแสเฮไหนเฮกัน
ส่วนน้อยเก็บความไม่เห็นด้วยไว้ในใจกลัวถูกอุ้ม แต่ไม่ว่าพวกเขาจะสมัครใจหรือไม่ ชาวเยอรมันทุกคนกำลังถูกฮิตเลอร์จูงเข้าสู่สงคราม


บันไดขั้นที่ 3 ครอบครองสนามรบด้วยกำลัง (1938-1941)
     หลังจากได้ประเทศเพื่อนบ้านออสเตรียมาเป็นเมืองขึ้นโดยไม่เสียกระสุนแม้แต่นัดเดียว  ฮิตเลอร์ก็เริ่มติดใจกระชากคอเชโกสโลวาเกีย
มาประกาศสงครามซะดื้อๆ ฮิตเลอร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ใน 5 ปี โดยการกรรโชกทรัพย์เพื่อนบ้าน ตามมาด้วยโปแลนด์ (โปแลนด์แคมเปญ)
เนเธอแลนด์  นอร์เวย์  เดนมาร์ก  เบลเยี่ยม  แล้วทั่วโลกต้องช็อกเมื่อมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสก็เสร็จนาซีไปด้วย
และคิวต่อไปคือยักษ์ใหญ่สีแดงแห่งสหภาพโซเวียต


บันไดขั้นที่ 4 ครอบครองความตายของตนด้วยกระสุนหนึ่งนัด (1942-1945)
      ทว่าสหภาพโซเวียตไม่ได้เป็นเด็กเนิร์ดเหมือนประเทศที่นาซีเคยรังแก  แม้จะลากไปได้ไกลถึงสตาลินกราดแต่ความกว้างใหญ่
แร้นแค้นของดินแดนรัซเซียทำให้ทัพหน้านาซีถูกตัดเสบียงหงายเงิบกลับมา  ชัยชนะต่อเนื่องถูกหยุดที่นี่เองครับ
เกมรุกแปรเป็นเกมรับเต็มอัตรา  เมื่อทางซ้ายนาซีต้องรับมือกับคลื่นทหารอเมริกันที่สาดซัดเข้าใส่ทางหาดนอร์มังดี ฝรั่งเศส
แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่า คือ ทางขวาหมีขาวรัซเซียกลับมาทวงเลือดที่ถูกย่ำแผ่นดินแม่ด้วยการฆ่าล้างหมู่บ้านพลเรือนเยอรมันมาตลอดทาง


      
      การถูกบี้จากทั้งสองด้านทำให้ฮิตเลอร์ถึงกับหนวดเสียทรง  แทบไม่เหลือทหารไว้ปกป้องเมืองหลวงเบอร์ลินที่ตกอยู่ในวงล้อมของฝ่าย
สัมพันธมิตร แต่ฮิตเลอร์ยังดื้อด้านไม่ยอมแพ้หลบอยู่ในบังเกอร์แล้วเกณฑ์พลเรือนอายุ 16-60 ปี มาจับอาวุธซื้อเวลา  ทำลายระบบ
ไฟฟ้า ประปาของตัวเองทิ้งเพื่อไม่ให้ศัตรูใช้ประโยชน์ได้  เขาขู่พลเรือนเพื่อสร้างภาพว่าผู้รุกรานโหดร้ายเกินจริงด้วยความหวัง 
ให้พวกเขาสู้ตายจนเกิดสถิติฆ่าตัวตายหมู่มากถึง 5,000 คน  หนึ่งในจำนวนนั้นคือชายชื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ วัย 56 ปี เขามอบหมายให้คนสนิทเผาศพให้เป็นเถ้าถ่าน

      ฝูงชนเยอรมันเรียรายห้อมล้อมผู้นำที่พวกเขาเชื่อ ด้วยเจตนาดีขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง แต่กลับเป็นได้เพียงเครื่องมือ ที่เขาใช้
ฟาดฟันทำลายประเทศตัวเองเสียนี่  อย่าลืมว่าสิ่งที่คุณได้อ่านไปทั้งหมด นั่นเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่ชาวเยอรมันไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้เลย
ในตอนนั้น พวกเขาได้แต่เฮโลสาระพาไปกับความสวยหรูที่ฉาบทาอยู่บนข้อความชวนเชื่อ  สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกนั้นอาจไม่ได้ถูกอย่างที่เราคิดเสมอไป

http://f.ptcdn.info/885/019/000/1402234232-02Nazirall-o.jpg
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B5




สหภาพโซเวียตคือ

สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (รัสเซีย: Сою́з Сове́тских Социалисти́ческих Респу́блик - CCCP; อังกฤษ: The Union of Soviet Socialist Republics - USSR) นิยมเรียกสั้นว่า สหภาพโซเวียต (อังกฤษ: Soviet Union) เคยเป็นประเทศขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของทวีปยูเรเชีย ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) อยู่มาจนกระทั่งล่มสลายในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991)
การก่อตัวของสหภาพโซเวียตเกิดขึ้นเมื่อการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ถึงจุดสูงสุด โค่นล้มการปกครองของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 สหภาพโซเวียตเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ประเทศแรกของโลก โดยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของกลุ่มบอลเชวิค (ต่อมาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต) เมื่อปี พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) องค์กรทางการเมืองที่ปกครองประเทศมีพรรคเดียว คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายต่าง ๆ รวมทั้งนโยบายต่างประเทศ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพแดงได้ทำลายกองทัพนาซีจนย่อยยับ และยึดครองกรุงเบอร์ลินได้แล้ว สหภาพโซเวียตได้ทำการก่อตั้งรัฐสังคมนิยมในประเทศที่โซเวียตยึดครองจากฝ่ายนาซีในแนวรบด้านตะวันออก จนเกิดเป็นโลกตะวันออกซึ่งเป็นหนึ่งขั้วมหาอำนาจในช่วงสงครามเย็น
เขตแดนของสหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงเสมอ ก่อนการล่มสลายมีเขตแดนอยู่ในแนวใกล้เคียงกับปลายยุคจักรวรรดิรัสเซีย ไม่รวมประเทศโปแลนด์ ฟินแลนด์ และรัฐอะแลสกา โดยมีอาณาเขตติดต่อกับนอร์เวย์ ฟินแลนด์ โปแลนด์ ฮังการี บัลแกเรีย โรมาเนีย เชโกสโลวาเกีย ตุรกี อิหร่าน อัฟกานิสถาน จีน มองโกเลีย และเกาหลีเหนือ อีกทั้งยังมีพรมแดนทางทะเลใกล้กับรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกาด้วย

            สงครามเวียดนาม

หลังจากตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวเวียดนามได้พยายามดิ้นรนที่จะเป็นเอกราชจากการปกครองของชาวผิวขาวมาโดยตลอด จวบจนเมื่อสงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลง การดิ้นรนเพื่อความเป็นเอกราชก็ยกระดับเข้าสู่สงครามเต็มตัว
กองทัพฝรั่งเศสพยายามรักษาที่มั่นของตนในอินโดจีนอย่างสุดกำลัง และเวียดนามก็คือปัญหาใหญ่ต่อความมั่นคงของอำนาจฝรั่งเศสในอินโดจีน
ทั้งนี้นับแต่กองกำลังกู้ชาติของเวียดนามประกาศสงครามกับฝรั่งเศส ในวันที่ 19 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1946 สถานการณ์สู้รบระหว่างสองฝ่ายก็ดำเนินมาอย่างรุนแรง ทว่าฝรั่งเศสได้ตกเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำมาโดยตลอดจนสูญเสียดินแดนส่วนใหญ่ทางเหนือของเวียดนามให้กับฝ่ายกู้ชาติ
ความพยายามสุดท้ายของฝรั่งเศสที่จะเอาชนะกองกำลังกู้ชาติของเวียดนามเกิดขึ้นที่ เมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ซึ่งหากฝรั่งเศสเอาชนะในการบครั้งนี้ได้ ก็จะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบได้
นายพล นาวาร์ แม่ทัพฝรั่งเศสได้รวบรวมกำลังพลถึง 22 กองพล พร้อมอาวุธหนักและเฮลิคอปเตอร์ติดปืนกล เข้าประจำฐานที่มั่นในเดียนเบียนฟู โดยอาวุธจำนวนมากได้รับการสนับสนุนมาจากรัฐบาลอเมริกันพันธมิตรของตน
ในเวลานั้นกองทัพกู้ชาติเวียดนามซึ่งได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธและเสบียงจากจีนคอมมิวนิสต์ ได้เคลื่อนกำลังเข้าโจมตีที่มั่นของฝรั่งเศส โดยกองกำลังผสมของเวียดนามและจีนได้ส่งทหารหน่วยปืนใหญ่ขึ้นไปบนเขา จากนั้นในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1954 การรบก็เริ่มขึ้น และดำเนินต่อเนื่องอย่างดุเดือดถึง 55 วัน จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1954  เดียนเบียนฟูก็แตก

ความพ่ายแพ้ที่เดียนเบียนฟู ทำให้ฝรั่งเศสสูญเสียอำนาจทางทหารในเวียดนามไปจนหมด ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงยอมเปิดการเจรจากับโฮจิมินห์ที่กรุงเจนีวา ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1954
ในการประชุมที่เจนีวา มีตัวแทนเข้าร่วมประชุมจาก 9 ประเทศด้วยกัน คือ ฝ่ายเวียดนามเหนือ ลาว กัมพูชา จีน โซเวียต ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา และ ตัวแทนจากจักรพรรดิเบาได๋ของเวียดนามใต้ ทว่าในการประชุมครั้งแรกนั้น ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจาก นาย อัลแลน ดัลเลส ตัวแทนจากสหรัฐ ได้คัดค้านการที่จะให้เวียตนามได้รับเอกราชอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงทำให้การประชุมเกิดความยากลำบากขึ้น
ต่อมาในวันที่ 8 มิถุนายน ฝ่ายของโฮจิมินห์ได้ยื่นข้อเสนอที่ผ่อนปรนต่อที่ประชุม โดยทางเวียดนามเหนือจะยอมให้เวียดนามแยกเป็นเหนือและใต้ในระยะชั่วคราว ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น ฝ่ายเวียดนามเหนือสามารถครอบครองดินแดนได้ถึง 3 ใน 4 ของทั้งประเทศ ทั้งนี้เงื่อนไขผ่อนปรนดังกล่าวมีอยู่ว่า เวียดนามจะแบ่งเป็นสองส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นแบ่ง แต่ไม่ถือว่าการแบ่งครั้งนี้ เป็นการแยกประเทศอย่างถาวร จากนั้นภายในสองปีจะมีการกำหนดให้เลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อความเป็นเอกภาพของเวียดนาม และภายในระยะเวลาก่อนการเลือกตั้งนั้น ทั้งเวียดนามเหนือและใต้จะต้องไม่เข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศใดๆ หรือ ยอมรับความช่วยเหลือทางการทหารจากต่างประเทศ
ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เข้าร่วมประชุม ยกเว้น ฝ่ายของจักรพรรดิเบาได๋ และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ทางสหรัฐได้ประกาศรับรองว่า จะไม่ทำการใดๆ ในอันที่จะทำลายข้อตกลงนี้
ทว่าเมื่อถึงวันที่ 20 กรกฏาคม ค.ศ. 1955 ซึ่งตามข้อตกลงเวนีวานั้น จะมีการเจรจากันเพื่อกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และรวมเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้เข้าเป็นประเทศเดียวกัน ทว่า โงดินเดียมห์ นายกรัฐมนตรีของเวียดนามใต้ ได้ปฎิเสธการเจรจาโดยมีอเมริกาให้การหนุนหลังอย่างออกหน้า จากนั้นในเดือนตุลาคม ปีเดียวกันนั้น โงดินเดียมห์ก็ขับไล่จักรพรรดิเบาได๋ออกนอกประเทศและตั้งตนเป็นประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ พร้อมกันนั้นก็เร่งสร้างกองทัพและสะสมอาวุธ โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวเวียดนามจำนวนมากในเวียดนามใต้ไม่พอใจและทำการคัดค้าน ทว่า โงดินเดียมห์ ได้ปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง มีประชาชนถูกสังหารไปนับหมื่น ซึ่งทางเวียตนามเหนือก็ได้ประท้วงการกระทำของฝ่ายเวียดนามใต้อย่างแข็งขัน แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นประชาชนเวียดนามใต้จึงตั้งแนวร่วมปลดปล่อยประชาชาติเวียดนามขึ้นและจัดตั้งกองทหารเพื่อป้องกันตัวเองจากอำนาจรัฐและดำเนินการต่อสู้กับรัฐบาลของโงดินเดียมห์ ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1960 ซึ่งฝ่ายตะวันตกเรียกแนวร่วมเหล่านี้ว่า
”เวียดกง” จากนั้น สงครามเวียดนาม ก็ระเบิดขึ้น โดยฝ่ายเวียดนามเหนือตัดสินใจใช้กำลังทหารทำสงครามเพื่อรวมประเทศเข้าด้วยกัน
ในปี ค.ศ. 1961 เนื่องจากทราบว่า เวียดนามเหนือซึ่งโน้มเอียงไปทางฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับความช่วยเหลือจากจีนและโซเวียต สหรัฐอเมริกาจึงได้เพิ่มความช่วยเหลือทางทหารให้กับเวียดนามใต้อีกหลายเท่า ทำให้การสู้รบในเวียดนามดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้น
ภายใต้การปกครองของโงดินเดียมห์ การฉ้อราษฎรบังหลวงได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ทั้งยังมีตำรวจลับของรัฐบาลที่คอยคุกคามความปลอดภัยของประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ยากจนไม่อาจทนได้ กาประท้วงอย่างรุนแรงขยายวงไปทั่ว มีผู้ประท้วงโดยการเผาตัวตายหลายต่อหลายคน
ขณะเดียวกันทางสหรัฐเองก็เริ่มไม่พอใจในการปกครองของ โงดินเดียมห์ ที่นับวันจะไร้ประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลดีต่อการทำสงครามต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ ดังนั้นในปี ค.ศ. 1963 ประธานาธิบดี จอห์น เอฟเคนเนดี้ ของสหรัฐจึงให้ฝ่ายทหารของเวียดนามใต้ทำการรัฐประหาร โค่นรัฐบาลโงดินเดียมห์ลง จากนั้นฝ่ายก่อการก็สังหารโงดินเดียมห์เสียในปีเดียวกัน
นับแต่นั้นมา อำนาจการปกครองเวียดนามใต้ก็อยู่ในมือของคณะนายทหารภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ พร้อมๆ กับสงครามทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยสหรัฐได้เพิ่มการช่วยเหลือทางทหารให้แก่เวียตนามใต้และส่งกองบินทิ้งระเบิดไปโจมตีเวียดนามเหนือและเขตยึดครองของฝ่ายเวียตกงในเวียดนามใต้ นอกจากนี้ สภาคองเกรสยังมีมติให้ส่งหน่วยนาวิกโยธินขึ้นบกที่เวียดนามใต้และเข้าร่วมรบโดยตรง จนในที่สุดก็มีกองทหารสหรัฐทำการรบในเวียตนามมากถึง 540,000 คน
ระหว่างที่สงครามดำเนินไปนั้น กองกำลังของเวียดนามเหนือ และ
เวียดกงบางส่วนได้เข้าไปตั้งมั่นระหว่างพรมแดนเวียดนามกับกัมพูชาและลาว ทำให้สงครามขยายเขตเข้าไปในสองประเทศนี้ด้วย ซึ่งในช่วงปลาย
ของสงครามเวียดนาม กองบินทิ้งระเบิดสหรัฐได้ระดมทิ้งระเบิดในเขตภาคเหนือของลาวและบริเวณพรมแดนเวียดนามกับกัมพูชาอย่างหนัก เพื่อสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่ก็ได้ผลสำเร็จไม่มากนัก
ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1968 กองทัพเวียดนามเหนือและกองกำลัง
เวียดกงได้ทำการรุกใหญ่ โดยเข้าโจมตีเมืองต่างๆ ทั่วเวียดนามใต้ รวมทั้งกรุงไซง่อนไปพร้อมๆ กัน ทว่าภายในไม่กี่สัปดาห์ กองทัพฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ถูกผลักดันให้ถอยกลับพร้อมกับสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายเวียดนามเหนือจะพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทว่าการรุกใหญ่ในปี ค.ศ. 1968 ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามเนื่องจากฝ่ายสหรัฐเริ่มผลักภาระการทำสงครามให้กับกองทัพเวียดนามใต้
ใน ปี.ค.ศ. 1969 ประธานาธิบดี โฮจิมินห์ ผู้นำฝ่ายเวียดนามเหนือได้ถึงแก่อสัญกรรมและเมื่อถึง ปี ค.ศ.1973 กองทหารสหรัฐกลุ่มสุดท้ายก็ถอนกำลังออกจากเวียดนามใต้ ทว่าสงครามเวียดนามยังดำเนินต่อมาอีกสองปี
จนกระทั่งกองทัพเวียดนามเหนือและกองกำลังเวียดกงยกพลเข้ายึดกรุงไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ ได้ในเดือน เมษายน ปี ค.ศ. 1975 สงครามเวียดนาม ก็สิ้นสุดลง

                                   สงครามครูเสด

สงครามครูเสด




คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงสงครามระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักหมายถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13
สงครามครูเสด เป็นสงครามศาสนาระหว่างชาวคริสต์จากยุโรป และ ชาวมุสลิม เนื่องจากชาวคริสต์ต้องการยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ เมืองคอนสแตนติโนเปิลหรือเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกีในปัจจุบัน   ในตอนเริ่มสงครามนั้นชาวมุสลิมปกครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ ดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญของสามศาสนาได้แก่ อิสลาม ยูได และ คริสต์ ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้คือ ประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์ ชาวมุสลิมครอบครอง เมืองนาซาเรธ เบธเลเฮม และเมืองสำคัญทางศาสนาอีกหลายเมือง ในยุคของคอลีฟะหฺอุมัร (634-44) ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาและการเมืองของอาณาจักรอิสลามในยุคนั้น
บทสรุปของสงครามในครั้งนั้นคือกองทัพมุสลิมสามารถยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์คืนจากชาวคริสต์ได้ และขับไล่ผู้รุกรานต่างดินแดนออกไป ซึ่งยังคงดำรงชาติมุสลิมสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ มีสงครามครูเสดเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ครั้งที่สำคัญที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ซึ่งมีสงครามใหญ่ๆเกิดขึ้นถึง 9 ครั้งในมหาสงครามครั้งนี้และยังมีสงครามย่อยๆเกิดอีกหลายครั้งในระหว่างนั้น สงครามบางครั้งก็เกิดขึ้นภายในยุโรปเอง เช่น ที่สเปน และมีสงครามย่อยๆเกิดขึ้นตลอดศตวรรษที่ 16 จนถึงยุค Renaissance และเกิด Reformation
สงครามครูเสดครั้งที่ 1 (1095-1101)
เริ่มต้นเมื่อปี1095 โดยพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 (Urban II) แห่งกรุงโรม รวบรวมกองทัพชาวคริสต์ไปยังกรุงเยรูซาเลม ช่วงแรกกองทัพของปีเตอร์มหาฤาษี(Peter the Hermit) นำล่วงหน้ากองทัพใหญ่ไปก่อน ส่วนกองทัพหลักมีประมาณ 50,000 คนซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศฝรั่งเศส นำโดย โรเบิร์ตแห่งนอร์มังดีโอรสของวิลเลี่ยมผู้พิชิต
ในที่สุดเมื่อปี 1099 กองทัพก็เดินทางจากแอนติออคมาถึงกำแพงเมือง และยึดฐานที่มั่นใกล้กำแพงเข้าปิดล้อมเยรูซาเล็มไว้ กองกำลังมุสลิมที่ได้รับการขนานนามว่า ซาระเซ็น ได้ต่อสู้ด้วยความเข้มแข็ง ทว่าท้ายที่สุดนักรบครูเสดก็บุกฝ่าเข้าไป และฆ่าล้างทุกคนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์กระทั่งชาวมุสลิมในเมืองหรือชาวยิวในสถานทางศาสนาก็ล้วนถูกฆ่าจนหมด เหลือเพียงผู้ปกครองเดิมในขณะนั้นซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปได้ แต่ทว่าข่าวการรบนั้นไม่อาจไปถึงพระสันตะปาปา เนื่องจากพระองค์สิ้นพระชนม์ในอีกไม่กี่วันถัดมาผู้นำเหล่านักรบศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับเลือกคือ ก็อดฟรีย์ แห่ง บูวียอง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งนานหนึ่งปีจึงเสียชีวิต เดือนกรกฎาคมปี 1100 บอลด์วินจากเอเดสซาจึงขึ้นสืบเป็นกษัตริย์ พระองค์อภิเษกกับเจ้าหญิงอาร์เมเนีย แต่ไร้รัชทายาท พระองค์สวรรคตในปี 1118 ผู้เป็นราชนัดดานามบอลด์วินจึงครองราชย์เป็นกษัตริย์บอลด์วินที่ 2 แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ มีราชธิดา 3 พระองค์ และที่น่าสนใจคือครั้งนี้บัลลังก์สืบทอดทางธิดาองค์โตหรือมเหสี และพระสวามีจะครองราชย์แทนกษัตริย์องค์ก่อน
สงครามครูเสดมีสาเหตุหลักมาจากความแตกต่างทางความเชื่อในศาสนาแต่ละศาสนา จนทำให้ไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ถึงขั้นต้องทำสงครามเพื่อแย่งกันครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนั้นเหตุผลทางการเมืองก็เป็นอีกสาเหตุของสงครามด้วย สงครามครูเสดได้คร่าชีวิตและทรัพย์สินของมนุษยชาติอย่างมากมายมหาศาลและบางส่วนของความขัดแย้งเหล่านั้นยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันศอลาฮุดดีน (ซาลาดิน)
สุลต่าน ศอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในระหว่างสงครามครูเสด (สุลต่าน คือกษัตริย์ของชาวมุสลิมซึ่งใช้ ชะรีอะหฺ (กฎหมายอิสลาม)ในการปกครองประเทศ ชาวยุโรปและอเมริกาก็เรียกเขาว่า ซาลาดิน ส่วนชาวมุสลิมยกย่องให้เขาเป็นวีรบุรุษ
Saladin11
มีหนังสือหลายเล่มเขียนเกี่ยวกับศอลาฮุดดีนผู้นี้ โดยเล่าถึงวีรกรรมและชัยชนะในสงคราม เช่นหนังสือชื่อ Daastaan Imaan Farooshoon Ki ซึ่งเขียนเป็นภาษาอูรดูโดยอัลทามาชซึ่งยกย่องศอลาฮุดดีนไว้มากมายในหนังสือเล่มดังกล่าว
17161_AC_08
images
ภาพและของมูล http://www.baanjomyut.com/library/war_of_religions/01.html

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สงครามโลกครั้งที่1 The World War 1(ค.ศ.1914 -1918)
           สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1914-1918 เป็นการแย่งชิงความเป็นใหญ่และแข่งขันในการแสวงหาผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจในยุโรป จนมีการแบ่งมหาอำนาจเป็นสองฝ่าย ซึ่งต่างแข่งขันในด้านการดำเนินนโยบายทางการทูตและทางการทหาร จนก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ดังนี้
           1. เป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามฟรังโก-ปรัสเซียที่เกิดขึ้นในระหว่างปี (ค.ศ. 1870-1871) ซึ่งฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้ มีผลทำให้เกิดการรวมประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศสต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม 5 พันล้านฟรังก์ ต้องยกแคว้นอัลซัล-ลอเรนให้กับเยอรมนีและฝรั่งเศสต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว 23 ปี จึงสร้างความโกรธแค้นให้กับฝรั่งเศส, ฝรั่งเศสต้องการแก้แค้นเยอรมนี
           2. เกิดความรู้สึกชาตินิยม (Nationalism) พลังแห่งการรักชาติหรือความภูมิใจในชาติตนเอง ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะในคาบสมุทรบอลข่าน
            - ขบวนการขยายอิทธิพลสลาฟ (Pan Slavism) ชาวสลาฟต้องการแยกตัวออกจากการปกครองตุรกี
            - ประชาชนในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจการปกครองของออสเตรีย-ฮังการี
          3. เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่ (New Emperialism) อันเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการแสวงหาอาณานิคมภายนอกเพื่อหาแหล่งวัตุดิบและระบายสินค้า เป็นแหล่งยุทธศาสตร์ทางการทหาร ทำให้เกิดการบาดหมางกันระหว่างประเทศคู่แข่งกัน
          4. ความขัดแย้งทางการทหาร และการสะสมอาวุธทั้งบางบกและทางทะเล โดยต่างประเทศต้องการพยายามสร้างอาวุธให้ทัดเทียมชาติศตรู อันมาเนื่องจากความระแวง สงสัย หวาดกลัวซึ่งกันและกัน เช่น เยอรมนีแข่งขัดกันด้านอาวุธทางทะเล เยอรมนีแข่งขันกันขยายกำลังพลทางบกกับฝรั่งเศส
          5. ก่อนเกิดสงคราม เกิดการแบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 2 กลุ่ม สมาชิกของแต่ละกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกันในยามที่เกิดวิกฤติการณ์ระหว่างประเทศ
           - ไตรภาคี (Triple Alliance) ประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลีฝ่าย
         -  ไตรพันธมิตร (Triple Entente) ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย

สาเหตุปัจจุบันของการเกิด สงครามโลกครั้งที่ 1 (W.W.1)
            ความไม่พอใจของประเทศเซอร์เบีย (Serbia) ที่ประเทศออสเตรีย – ฮังการี ผนวกดินแดนบอสเนีย – เฮอร์เชโกวีนา (Bosnia – Herzegovena) ซึ่งมีประชาชนเป็นชาวสลาฟ (Slavs) เช่นเดียวกับเซอร์เบีย และเซอร์เบียต้องการผนวกดินแดนดังกล่าวเจ้ากับเซอร์เบีย
                เพื่อเป็นการเอาใจประชาชนที่อาศัยอยู่ในบอสเนีย – เฮอร์เชโกวีนา อาร์ชดุ๊กฟรานซิส เฟอร์ดินาน (Archduke Francis Ferdinand) มกุฎราชกุมารแห่งอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี จึงเสด็จไปเยือนซาราเจโว (Sarajevo) ซี่งเป็นเมืองหลวงของบอสเนีย – เฮอร์เชโกวีนา ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1919 แต่พระองศ์ถูกลอบปลงพระชนม์โดยนักศึกาาชาวเซิร์บ ชื่อ กาวริโล ปรินซิป (Gavrilo Princip) ทำให้ออสเตรีย - ฮังการีตัดสินใจยื่นคำขาดต่อเซอร์เบียให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องใน 24 ชั่วโมง แต่เซอร์เบียไม่อาจรับได้ ดังนั้นจึงทำให้ฝ่ายสนับสนุนทั้งสองข้างถูกเข้ามาทำสงครามต่อกัน
          รัสเซียซึ่งถือว่าเป็นผู้นำของชาวสลาฟจึงสั่งระดมผลเพื่อช่วยเซอร์เบีย โดยมีฝรั่งเศสนับสนุน
          เยอรมนีซึ่งเป็นพันธมิตรของออสเตรีย – ฮังการีจึงประกาศสงครามกับรัสเซียและฝรั่งเศส
          เยอรมนียกกองทัพเข้าตีฝรั่งเศสผ่านเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นกลางและได้รับการคุ้มครองจากกลุ่มประเทสมหาอำนาจ โดยมีอังกฤษเป็นผู้นำ
          อังกฤษจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีในฐานะละเมิดความเป็นเอกราชและความเป็นกลางของเบลเยี่ยม
         ในปี ค.ศ. 1914 เป็นเวลาที่ W.W.1 เกิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นมหาอำนาจยุโรปถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
         1. ฝ่ายมหาอำนาจกลาง (The Central Power) ได้แก่เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี ตุรกี บัลแกเรีย
         2. ฝ่ายพันธมิตร (The Allied Power) ได้แก่ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ เซอร์เบีย อิตาลี สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และไทย

สาเหตุที่ทำให้อิตาลีเข้าร่วมในสงคราม
          แต่เดิมอิตาลีอยู่ในกลุ่มไตรภาคี แต่ปฏิเสธการเข้าร่วมส่งครามด้วยเนื่องจากมองว่า เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี เป็นฝ่ายรุกรานก่อน จึงวางตัวเป็นกลาง แต่ตอนเริ่มสงครามอิตาลีหันไปรวมตัวกับฝ่ายไตรพันธมิตร เนื่องจากอิตาลีได้ทำสัญญาลอนดอนกับอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ซึ่งเป็นสัญญาลับ โดยที่ฝ่ายพันธมิตรจะยกดินแดน    เทรนติโน ทริเอสเต และบางส่วนแถบดัลมาเทียให้แก่อิตาลี

สาเหตุที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงคราม
            - อเมริกาไม่พอใจที่เยอรมนีทำสงครามเรือดำน้ำอย่างไม่มีขอบเขต จนถึงการโจมตีเรือโดยสารลูสิตาเนีย ที่ไม่ติดอาวุธของอังกฤษจมลงใกล้ฝั่งทะเลของไอร์แลนด์ ซึ่งมีชาวอเมริกันเดินที่ทางมาด้วยเสียชีวิค 139 คน  ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1915 อเมริกาจึงประท้วงเยอรมนี
            - นายซิมเมอร์แมน (Zimmerman) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีได้ชวนเม๊กซิโกกับญี่ปุ่นให้มาร่วมทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา โดยเม๊กซิโกจะได้รับผลตอบแทนคือ ดินแดนรัฐนิวเม็กซิโก เท็กซัสและอริโซนาคืนจากอเมริกา จึงทำให้อเมริกาไม่พอใจ
            - อเมริกาขายอาวุธให้กับกลุ่มพันธมิตร ถ้าพันธมิตรแพ้ อเมริกาจะสูญเสียรายได้จากการขายอาวุธ

สาเหตุที่ทำให้รัสเซียถอนตัว
          เกิดการปฏิวัติในประเทศรัสเซียของพวกบอลเซวิค (Bolsheviks) เพื่อล้มล้างอำนาจการปกครองของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1917 ในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ.1918 เลนิน (Lenin) ผู้นำของโซเวียตรัสเซีย  (Soviet Russia)  ทำสัญยาสงบศึกเบรสท์ – ลิตอฟ (Brest – Litovsk) กับเยอรมนี เป็นการถอนตัวออกจากสงคราม  

สาเหตุของการสิ้นสุดสงคราม
         ฝ่ายประเทศมหาอำนาจกลาง ที่เป็นพันธมิตรกับประเทศเยอรมนี มักประสบความพ่ายแพ้ ส่งผลกระทบต่อแนวรบเยอรมนี เยอรมนีจึงอ่อนล้า ก่อให้เกิดการกบฏของทหารเรือที่คลองคีล (Kiel) เกิดการจลาจลวุ่นวายทั่วประเทศเยอรมนี
        วันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ไกเซอร์ วิลเลียมที่ 2 (Kaiser William II)  ลี้ภัยไปอยู่ฮอลแลนด์
       วันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 เยอรมนีจึงยอมยุติสงครามเพื่อขอเจรจาทำสนธิสัญญาสงบศึกกับฝ่ายพันธมิตร
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1
        1.ประเทศในยุโรปทั้งที่เป็นฝ่ายผู้แพ้ (มหาอำนาจกลาง) และฝ่ายชนะ (พันธมิตร) รวมถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างได้รับผลกกระทบทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลมาจากสงคราม ระบบการเงินทั่วโลกกระทบกระเทือน
   2. แยกฮังการี ออกจาก ออสเตรีย
        3. ประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และตูรกี เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบบสาธารณรัฐ
        4.เกิดประเทศขึ้นใหม่เช่น ยูโกสลาเวีย เชคโกสโลวาเกีย โปแลนด์ ลัทเวีย ลิโทเนีย
        5. มีทหารเสียชีวิตไปประมาน 8 ล้านคน บาดเจ็บประมาน 20 ล้านคน
        6. มีการจัดตั้งองค์กรสันนิบาตชาติ (League Of Nations) เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ
        7. มีการจัดทำสนธิสัญญาสงบศึกเพื่อเป็นการลงโทษแก่ประเทศผู้แพ้สงคราม โดยข้อกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายผู้ก่อสงคราม ผลของสัญญาเช่น ผู้แพ้ต้องเสียดินแดน เสียอาณานิคม เสียอำนาจการปกครองตนเอง เสียอำนาจทางการค้า และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล  ซึ่งกลายมาเป็นสาเหตุและชนวนที่จะนำไปสู่การเกิดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ.1939-1945
ภาพและข้อมูลโดย

 https://www.gotoknow.org/posts/247778%E0%B8%9C%E0%B8%A5