วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

อะไรคือ Nazi Third Reich ?
    เมื่อพูดถึงนาซี เรามักจะนึกถึงกองทัพสวัสดิกะผู้ชั่วร้าย และชายหนวดจิ๋ม อดอล์ฟ ฮิตเลอร์  จริงๆ แล้วเดิมที
Nazi เป็นเพียงชื่อย่อของพรรคแรงงานสังคมนิยมแห่งชาติเยอรมัน  พรรคการเมืองหนึ่งของเยอรมันที่มีตัวตน
มาก่อนที่ฮิตเลอร์จะเรืองอำนาจเสียอีก ต่อมาเมื่อฮิตเลอร์ได้เป็นใหญ่เป็นโตในพรรค 
ประชาชนที่ได้ให้การสนับสนุนนโยบายสุดโต่งของเค้า ถูกเรียกว่า Nazi Member ถึงจุดนี้การได้ชื่อว่าเป็นสมาชิกพรรค 
ยังไม่ได้มีความหมายเลวร้ายเช่นทุกวันนี้นะครับ  มันเป็นแค่ชื่อเรียก คนที่สนับสนุนพรรคการเมืองนั้นๆ จนในภายหลัง 
ฮิตเลอร์เริ่มออกกฏหมายเหยียดชาติพันธุ์ ส่งทหารนาซีออกไปจุดชนวนสงครามโลก  
กลุ่มคนที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้จึงถูกตราไปด้วยอย่างช่วยไม่ได้ 
     ส่วน Third Reich ที่ได้ยินกรอกหูบ่อยๆ นั้น ความหมายของมันคือ อาณาจักรที่ 3 ฮิตเลอร์ตั้งชื่ออาณาจักรสมบูรณ์แบบ
ที่เขากำลังจะสร้างและอยู่ไปอีกนับพันๆ ปีว่าอย่างนั้น มันจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ ผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
และเขาก็ทำได้จริงๆซะด้วยสิ  Third Reich จึงเป็นอะไรที่น่าพิสมัยมากหากคุณมีสายเลือดเยอรมันแท้ๆ
หากคุณไม่แคร์ว่า ความสำเร็จนั้นจะได้มาจากการเถือหนังผู้อื่นหรือไม่ 
หลายท่านอาจสงสัยว่าไรซ์ ที่ 1 กับ 2 ล่ะมีไหม ? ...มีครับ แต่มีอยู่แค่ในจินตนาการของฮิตเลอร์เท่านั้น
อาณาจักรที่ 1 คือ จักวรรดิโรมัน
อาณาจักรที่ 2 คือ จักรวรรดิเยอรมัน  ระหว่างปี 1871-1896
พูดกันแบบไม่ไว้หน้าก็คือ ฮิตเลอร์เห็นว่าจักรวรรดินั้น ในช่วงเวลานี้เหมาะกับอุดมคติของเค้า ก็เลยขี้ตู่เรียกไปคนเดียวว่า 
1 กับ 2 เพื่อสื่อว่าเข้าจะสร้างได้อย่างนั้นบ้างนั่นเอง


บันไดขั้นที่ 1 ครอบครองการเมืองด้วยการพูด (1920-1932)
     สงครามโลกครั้งที่ 1 เพิ่งจบไปไม่กี่ปี เยอรมันนีกำลังอยู่ในสภาวะเศณษฐกิจตกต่ำอย่างหนัก ประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่าย
ไม่สนับสนุนพรรคนาซีก็พรรคคอมมิวนิสต์  นายฮิตเลอร์ขณะนั้นยังเป็นเพียงทหารผ่านศึกโนเนม 
ไม่มีวุฒิการศึกษา อีกทั้งฐานะทางบ้านก็ยากจน แต่ฮิตเลอร์มีเพลงกระบี่ซึ่งยังเป็นที่ยอมรับจนถึงทุกวันนี้ในฐานะนักพูดผู้ทรงพลัง

[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

ผู้ก่อตั้งพรรคเกิดประทับใจลีลาการพูดปราศัยของฮิตเลอร์  และเชิญเขาเข้าร่วมด้วยใจความขายฝัน สีหน้าบิดเบี้ยวลู่ไปตามอารมณ์
มือที่กวัดไกวประกอบการพูดของเขามีแรงดึงดูดให้ผู้ฟังคล้อยตามอย่างประหลาด จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกจำคุกด้วยข้อหา
แกนนำจลาจล และกลายเป็นไอดอลในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมืองผู้ปลดปล่อยเยอรมันนี แต่นั่นยังไม่เพียงพอครับ
เขาพ่ายแพ้ในการโหวตอย่างหมดท่า 
     ต่อมาฮิตเลอร์ฉวยโอกาสที่มีมือมืดวางเพลิงรัฐสภา ปลุกระดมมวลชนพรรคนาซี กล่าวโทษพรรคการเมืองอีกฝ่ายจนไร้ที่ยืน
จากวันนั้นเยอรมันไม่เหลือใครที่จะขวางฮิตเลอร์ได้อีกแล้ว


บันไดขั้นที่ 2 ครอบครองประชาชนด้วยความกลัว (1933-1937) 
      ถึงตอนนี้พรรคนาซีของเขาเป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุด นายฮิตเลอร์กลายเป็นท่านผู้นำไปแล้ว (ฟินเว่อ) อุดมการณ์ที่นาซีให้ความสำคัญ
มาเป็นอันดับแรก และกลายเป็นตลกโสโครกมาจนทุกวันนี้ก็คือ ฮิตเลอร์อุปโลกว่า ชาวเยอรมันคือ Master Race สายพันธุ์ต้นแบบของมนุษย์
เขาเขียนกฏหมายขึ้นหลายมาตราเพื่อดำรงความบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์อารยัน  ใครก็ตามที่มีประวัติรักร่วมเพศ พิการ หอบหืดลมชัก
ต้องเข้ารายงานตัวเพื่อทำหมัน  หญิงใดที่ไร้ประกาศนียบัตรจากค่ายสตรีที่เขาตั้งขึ้นจะกลายเป็นหญิงด้อยค่าในสายตาของชาวเยอรมัน
เด็กอายุ 10 ขวบขึ้นไปต้องเข้าค่ายยุวชนทหาร ที่ๆ สอนว่าชีวิตของพวกเขานั้นเป็นของท่านผู้นำ รองลงมาจึงเป็นครอบครัว
บทเรียนแรกของเด็กประถมเยอรมันในยุคนั้น คือ การทักทายด้วยการยื่นแขนไปด้านหน้าแล้วพูดว่า " ไฮล์ ฮิตเลอร์ "  ซึงแปลเป็นภาาาไทยว่า
สวัสดีฮิตเลอร์

แต่ที่ซวยที่สุดคือ 1% ของประชากรที่เป็นยิว ฮิตเลอร์ตราหน้าพวกเขาว่าเป็นสายพันธุ์ด้อยเชื้อร้ายที่ต้องกำจัดทิ้ง  เขาเริ่มบีบยิวเบาะๆ
ด้วยการรณรงค์ให้ชาวเยอรมันบอยคอตกิจการเชื้อสายยิวไปจนถึงออกแบบเรียนปลูกฝังให้เด็กรังเกียจยิว  เขียนกฏหมายให้พวกเขากลายเป็น
พลเมืองชั้นสองที่ต้องติดสัญลักษณ์ยิวประจานตัวเองตลอดเวลา  บางพื้นที่ประกาศเป็นเขตปลอดยิว หากคุณโชคดีเกิดเป็นเศรษฐียิว
คุณจะแค่ถูกยึดทรัพย์แล้วถีบออกนอกประเทศ  ถ้าไม่คุณจะต้องใช้ชีวิตในค่ายแรงงานหรือจับรมแก๊สพิษ ...ฮิตเลอร์ตั้งไข่เศรษฐกิจ
ได้ด้วยเงินที่ยึดจากยิวและแรงงานทาสนี้เอง
ชาวเยอรมันบางส่วนเห็นด้วยกับนโยบายนี้อย่างสุดใจตามประสาคนที่ได้รับผลประโยชน์ อีกส่วนเพียงตามกระแสเฮไหนเฮกัน
ส่วนน้อยเก็บความไม่เห็นด้วยไว้ในใจกลัวถูกอุ้ม แต่ไม่ว่าพวกเขาจะสมัครใจหรือไม่ ชาวเยอรมันทุกคนกำลังถูกฮิตเลอร์จูงเข้าสู่สงคราม


บันไดขั้นที่ 3 ครอบครองสนามรบด้วยกำลัง (1938-1941)
     หลังจากได้ประเทศเพื่อนบ้านออสเตรียมาเป็นเมืองขึ้นโดยไม่เสียกระสุนแม้แต่นัดเดียว  ฮิตเลอร์ก็เริ่มติดใจกระชากคอเชโกสโลวาเกีย
มาประกาศสงครามซะดื้อๆ ฮิตเลอร์แก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ใน 5 ปี โดยการกรรโชกทรัพย์เพื่อนบ้าน ตามมาด้วยโปแลนด์ (โปแลนด์แคมเปญ)
เนเธอแลนด์  นอร์เวย์  เดนมาร์ก  เบลเยี่ยม  แล้วทั่วโลกต้องช็อกเมื่อมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสก็เสร็จนาซีไปด้วย
และคิวต่อไปคือยักษ์ใหญ่สีแดงแห่งสหภาพโซเวียต


บันไดขั้นที่ 4 ครอบครองความตายของตนด้วยกระสุนหนึ่งนัด (1942-1945)
      ทว่าสหภาพโซเวียตไม่ได้เป็นเด็กเนิร์ดเหมือนประเทศที่นาซีเคยรังแก  แม้จะลากไปได้ไกลถึงสตาลินกราดแต่ความกว้างใหญ่
แร้นแค้นของดินแดนรัซเซียทำให้ทัพหน้านาซีถูกตัดเสบียงหงายเงิบกลับมา  ชัยชนะต่อเนื่องถูกหยุดที่นี่เองครับ
เกมรุกแปรเป็นเกมรับเต็มอัตรา  เมื่อทางซ้ายนาซีต้องรับมือกับคลื่นทหารอเมริกันที่สาดซัดเข้าใส่ทางหาดนอร์มังดี ฝรั่งเศส
แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่า คือ ทางขวาหมีขาวรัซเซียกลับมาทวงเลือดที่ถูกย่ำแผ่นดินแม่ด้วยการฆ่าล้างหมู่บ้านพลเรือนเยอรมันมาตลอดทาง


      
      การถูกบี้จากทั้งสองด้านทำให้ฮิตเลอร์ถึงกับหนวดเสียทรง  แทบไม่เหลือทหารไว้ปกป้องเมืองหลวงเบอร์ลินที่ตกอยู่ในวงล้อมของฝ่าย
สัมพันธมิตร แต่ฮิตเลอร์ยังดื้อด้านไม่ยอมแพ้หลบอยู่ในบังเกอร์แล้วเกณฑ์พลเรือนอายุ 16-60 ปี มาจับอาวุธซื้อเวลา  ทำลายระบบ
ไฟฟ้า ประปาของตัวเองทิ้งเพื่อไม่ให้ศัตรูใช้ประโยชน์ได้  เขาขู่พลเรือนเพื่อสร้างภาพว่าผู้รุกรานโหดร้ายเกินจริงด้วยความหวัง 
ให้พวกเขาสู้ตายจนเกิดสถิติฆ่าตัวตายหมู่มากถึง 5,000 คน  หนึ่งในจำนวนนั้นคือชายชื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ วัย 56 ปี เขามอบหมายให้คนสนิทเผาศพให้เป็นเถ้าถ่าน

      ฝูงชนเยอรมันเรียรายห้อมล้อมผู้นำที่พวกเขาเชื่อ ด้วยเจตนาดีขอเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง แต่กลับเป็นได้เพียงเครื่องมือ ที่เขาใช้
ฟาดฟันทำลายประเทศตัวเองเสียนี่  อย่าลืมว่าสิ่งที่คุณได้อ่านไปทั้งหมด นั่นเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่ชาวเยอรมันไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้เลย
ในตอนนั้น พวกเขาได้แต่เฮโลสาระพาไปกับความสวยหรูที่ฉาบทาอยู่บนข้อความชวนเชื่อ  สิ่งที่เราเชื่อว่าถูกนั้นอาจไม่ได้ถูกอย่างที่เราคิดเสมอไป

http://f.ptcdn.info/885/019/000/1402234232-02Nazirall-o.jpg
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B5




สหภาพโซเวียตคือ

สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต (รัสเซีย: Сою́з Сове́тских Социалисти́ческих Респу́блик - CCCP; อังกฤษ: The Union of Soviet Socialist Republics - USSR) นิยมเรียกสั้นว่า สหภาพโซเวียต (อังกฤษ: Soviet Union) เคยเป็นประเทศขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของทวีปยูเรเชีย ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) อยู่มาจนกระทั่งล่มสลายในปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991)
การก่อตัวของสหภาพโซเวียตเกิดขึ้นเมื่อการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 ถึงจุดสูงสุด โค่นล้มการปกครองของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 สหภาพโซเวียตเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ประเทศแรกของโลก โดยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ภายใต้การนำของกลุ่มบอลเชวิค (ต่อมาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต) เมื่อปี พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) องค์กรทางการเมืองที่ปกครองประเทศมีพรรคเดียว คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายต่าง ๆ รวมทั้งนโยบายต่างประเทศ
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อกองทัพแดงได้ทำลายกองทัพนาซีจนย่อยยับ และยึดครองกรุงเบอร์ลินได้แล้ว สหภาพโซเวียตได้ทำการก่อตั้งรัฐสังคมนิยมในประเทศที่โซเวียตยึดครองจากฝ่ายนาซีในแนวรบด้านตะวันออก จนเกิดเป็นโลกตะวันออกซึ่งเป็นหนึ่งขั้วมหาอำนาจในช่วงสงครามเย็น
เขตแดนของสหภาพโซเวียตเปลี่ยนแปลงเสมอ ก่อนการล่มสลายมีเขตแดนอยู่ในแนวใกล้เคียงกับปลายยุคจักรวรรดิรัสเซีย ไม่รวมประเทศโปแลนด์ ฟินแลนด์ และรัฐอะแลสกา โดยมีอาณาเขตติดต่อกับนอร์เวย์ ฟินแลนด์ โปแลนด์ ฮังการี บัลแกเรีย โรมาเนีย เชโกสโลวาเกีย ตุรกี อิหร่าน อัฟกานิสถาน จีน มองโกเลีย และเกาหลีเหนือ อีกทั้งยังมีพรมแดนทางทะเลใกล้กับรัฐอะแลสกาของสหรัฐอเมริกาด้วย

            สงครามเวียดนาม

หลังจากตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19 ชาวเวียดนามได้พยายามดิ้นรนที่จะเป็นเอกราชจากการปกครองของชาวผิวขาวมาโดยตลอด จวบจนเมื่อสงครามโลกครั้งที่2 สิ้นสุดลง การดิ้นรนเพื่อความเป็นเอกราชก็ยกระดับเข้าสู่สงครามเต็มตัว
กองทัพฝรั่งเศสพยายามรักษาที่มั่นของตนในอินโดจีนอย่างสุดกำลัง และเวียดนามก็คือปัญหาใหญ่ต่อความมั่นคงของอำนาจฝรั่งเศสในอินโดจีน
ทั้งนี้นับแต่กองกำลังกู้ชาติของเวียดนามประกาศสงครามกับฝรั่งเศส ในวันที่ 19 ธันวาคม ปี ค.ศ. 1946 สถานการณ์สู้รบระหว่างสองฝ่ายก็ดำเนินมาอย่างรุนแรง ทว่าฝรั่งเศสได้ตกเป็นฝ่ายเพลี้ยงพล้ำมาโดยตลอดจนสูญเสียดินแดนส่วนใหญ่ทางเหนือของเวียดนามให้กับฝ่ายกู้ชาติ
ความพยายามสุดท้ายของฝรั่งเศสที่จะเอาชนะกองกำลังกู้ชาติของเวียดนามเกิดขึ้นที่ เมืองเดียนเบียนฟู ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม ซึ่งหากฝรั่งเศสเอาชนะในการบครั้งนี้ได้ ก็จะสามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบได้
นายพล นาวาร์ แม่ทัพฝรั่งเศสได้รวบรวมกำลังพลถึง 22 กองพล พร้อมอาวุธหนักและเฮลิคอปเตอร์ติดปืนกล เข้าประจำฐานที่มั่นในเดียนเบียนฟู โดยอาวุธจำนวนมากได้รับการสนับสนุนมาจากรัฐบาลอเมริกันพันธมิตรของตน
ในเวลานั้นกองทัพกู้ชาติเวียดนามซึ่งได้รับความช่วยเหลือด้านอาวุธและเสบียงจากจีนคอมมิวนิสต์ ได้เคลื่อนกำลังเข้าโจมตีที่มั่นของฝรั่งเศส โดยกองกำลังผสมของเวียดนามและจีนได้ส่งทหารหน่วยปืนใหญ่ขึ้นไปบนเขา จากนั้นในวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1954 การรบก็เริ่มขึ้น และดำเนินต่อเนื่องอย่างดุเดือดถึง 55 วัน จนถึงวันที่ 7 พฤษภาคม ปี ค.ศ. 1954  เดียนเบียนฟูก็แตก

ความพ่ายแพ้ที่เดียนเบียนฟู ทำให้ฝรั่งเศสสูญเสียอำนาจทางทหารในเวียดนามไปจนหมด ทางรัฐบาลฝรั่งเศสจึงยอมเปิดการเจรจากับโฮจิมินห์ที่กรุงเจนีวา ในเดือนพฤษภาคม ปี ค.ศ. 1954
ในการประชุมที่เจนีวา มีตัวแทนเข้าร่วมประชุมจาก 9 ประเทศด้วยกัน คือ ฝ่ายเวียดนามเหนือ ลาว กัมพูชา จีน โซเวียต ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา และ ตัวแทนจากจักรพรรดิเบาได๋ของเวียดนามใต้ ทว่าในการประชุมครั้งแรกนั้น ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจาก นาย อัลแลน ดัลเลส ตัวแทนจากสหรัฐ ได้คัดค้านการที่จะให้เวียตนามได้รับเอกราชอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงทำให้การประชุมเกิดความยากลำบากขึ้น
ต่อมาในวันที่ 8 มิถุนายน ฝ่ายของโฮจิมินห์ได้ยื่นข้อเสนอที่ผ่อนปรนต่อที่ประชุม โดยทางเวียดนามเหนือจะยอมให้เวียดนามแยกเป็นเหนือและใต้ในระยะชั่วคราว ทั้งๆ ที่ในเวลานั้น ฝ่ายเวียดนามเหนือสามารถครอบครองดินแดนได้ถึง 3 ใน 4 ของทั้งประเทศ ทั้งนี้เงื่อนไขผ่อนปรนดังกล่าวมีอยู่ว่า เวียดนามจะแบ่งเป็นสองส่วนโดยใช้เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นแบ่ง แต่ไม่ถือว่าการแบ่งครั้งนี้ เป็นการแยกประเทศอย่างถาวร จากนั้นภายในสองปีจะมีการกำหนดให้เลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อความเป็นเอกภาพของเวียดนาม และภายในระยะเวลาก่อนการเลือกตั้งนั้น ทั้งเวียดนามเหนือและใต้จะต้องไม่เข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศใดๆ หรือ ยอมรับความช่วยเหลือทางการทหารจากต่างประเทศ
ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายที่เข้าร่วมประชุม ยกเว้น ฝ่ายของจักรพรรดิเบาได๋ และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี ทางสหรัฐได้ประกาศรับรองว่า จะไม่ทำการใดๆ ในอันที่จะทำลายข้อตกลงนี้
ทว่าเมื่อถึงวันที่ 20 กรกฏาคม ค.ศ. 1955 ซึ่งตามข้อตกลงเวนีวานั้น จะมีการเจรจากันเพื่อกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป และรวมเวียดนามเหนือกับเวียดนามใต้เข้าเป็นประเทศเดียวกัน ทว่า โงดินเดียมห์ นายกรัฐมนตรีของเวียดนามใต้ ได้ปฎิเสธการเจรจาโดยมีอเมริกาให้การหนุนหลังอย่างออกหน้า จากนั้นในเดือนตุลาคม ปีเดียวกันนั้น โงดินเดียมห์ก็ขับไล่จักรพรรดิเบาได๋ออกนอกประเทศและตั้งตนเป็นประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ พร้อมกันนั้นก็เร่งสร้างกองทัพและสะสมอาวุธ โดยได้รับความช่วยเหลืออย่างเต็มที่จากสหรัฐอเมริกา
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ชาวเวียดนามจำนวนมากในเวียดนามใต้ไม่พอใจและทำการคัดค้าน ทว่า โงดินเดียมห์ ได้ปราบปรามผู้ต่อต้านอย่างรุนแรง มีประชาชนถูกสังหารไปนับหมื่น ซึ่งทางเวียตนามเหนือก็ได้ประท้วงการกระทำของฝ่ายเวียดนามใต้อย่างแข็งขัน แต่ก็ไม่เป็นผล ดังนั้นประชาชนเวียดนามใต้จึงตั้งแนวร่วมปลดปล่อยประชาชาติเวียดนามขึ้นและจัดตั้งกองทหารเพื่อป้องกันตัวเองจากอำนาจรัฐและดำเนินการต่อสู้กับรัฐบาลของโงดินเดียมห์ ในวันที่ 20 ตุลาคม ค.ศ. 1960 ซึ่งฝ่ายตะวันตกเรียกแนวร่วมเหล่านี้ว่า
”เวียดกง” จากนั้น สงครามเวียดนาม ก็ระเบิดขึ้น โดยฝ่ายเวียดนามเหนือตัดสินใจใช้กำลังทหารทำสงครามเพื่อรวมประเทศเข้าด้วยกัน
ในปี ค.ศ. 1961 เนื่องจากทราบว่า เวียดนามเหนือซึ่งโน้มเอียงไปทางฝ่ายคอมมิวนิสต์ได้รับความช่วยเหลือจากจีนและโซเวียต สหรัฐอเมริกาจึงได้เพิ่มความช่วยเหลือทางทหารให้กับเวียดนามใต้อีกหลายเท่า ทำให้การสู้รบในเวียดนามดุเดือดรุนแรงยิ่งขึ้น
ภายใต้การปกครองของโงดินเดียมห์ การฉ้อราษฎรบังหลวงได้เป็นไปอย่างกว้างขวาง ทั้งยังมีตำรวจลับของรัฐบาลที่คอยคุกคามความปลอดภัยของประชาชน ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและทุกข์ยากจนไม่อาจทนได้ กาประท้วงอย่างรุนแรงขยายวงไปทั่ว มีผู้ประท้วงโดยการเผาตัวตายหลายต่อหลายคน
ขณะเดียวกันทางสหรัฐเองก็เริ่มไม่พอใจในการปกครองของ โงดินเดียมห์ ที่นับวันจะไร้ประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลดีต่อการทำสงครามต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ ดังนั้นในปี ค.ศ. 1963 ประธานาธิบดี จอห์น เอฟเคนเนดี้ ของสหรัฐจึงให้ฝ่ายทหารของเวียดนามใต้ทำการรัฐประหาร โค่นรัฐบาลโงดินเดียมห์ลง จากนั้นฝ่ายก่อการก็สังหารโงดินเดียมห์เสียในปีเดียวกัน
นับแต่นั้นมา อำนาจการปกครองเวียดนามใต้ก็อยู่ในมือของคณะนายทหารภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐ พร้อมๆ กับสงครามทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยสหรัฐได้เพิ่มการช่วยเหลือทางทหารให้แก่เวียตนามใต้และส่งกองบินทิ้งระเบิดไปโจมตีเวียดนามเหนือและเขตยึดครองของฝ่ายเวียตกงในเวียดนามใต้ นอกจากนี้ สภาคองเกรสยังมีมติให้ส่งหน่วยนาวิกโยธินขึ้นบกที่เวียดนามใต้และเข้าร่วมรบโดยตรง จนในที่สุดก็มีกองทหารสหรัฐทำการรบในเวียตนามมากถึง 540,000 คน
ระหว่างที่สงครามดำเนินไปนั้น กองกำลังของเวียดนามเหนือ และ
เวียดกงบางส่วนได้เข้าไปตั้งมั่นระหว่างพรมแดนเวียดนามกับกัมพูชาและลาว ทำให้สงครามขยายเขตเข้าไปในสองประเทศนี้ด้วย ซึ่งในช่วงปลาย
ของสงครามเวียดนาม กองบินทิ้งระเบิดสหรัฐได้ระดมทิ้งระเบิดในเขตภาคเหนือของลาวและบริเวณพรมแดนเวียดนามกับกัมพูชาอย่างหนัก เพื่อสกัดกั้นเส้นทางลำเลียงของฝ่ายคอมมิวนิสต์ แต่ก็ได้ผลสำเร็จไม่มากนัก
ในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 1968 กองทัพเวียดนามเหนือและกองกำลัง
เวียดกงได้ทำการรุกใหญ่ โดยเข้าโจมตีเมืองต่างๆ ทั่วเวียดนามใต้ รวมทั้งกรุงไซง่อนไปพร้อมๆ กัน ทว่าภายในไม่กี่สัปดาห์ กองทัพฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ถูกผลักดันให้ถอยกลับพร้อมกับสูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมหาศาล
อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายเวียดนามเหนือจะพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ทว่าการรุกใหญ่ในปี ค.ศ. 1968 ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามเนื่องจากฝ่ายสหรัฐเริ่มผลักภาระการทำสงครามให้กับกองทัพเวียดนามใต้
ใน ปี.ค.ศ. 1969 ประธานาธิบดี โฮจิมินห์ ผู้นำฝ่ายเวียดนามเหนือได้ถึงแก่อสัญกรรมและเมื่อถึง ปี ค.ศ.1973 กองทหารสหรัฐกลุ่มสุดท้ายก็ถอนกำลังออกจากเวียดนามใต้ ทว่าสงครามเวียดนามยังดำเนินต่อมาอีกสองปี
จนกระทั่งกองทัพเวียดนามเหนือและกองกำลังเวียดกงยกพลเข้ายึดกรุงไซง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ ได้ในเดือน เมษายน ปี ค.ศ. 1975 สงครามเวียดนาม ก็สิ้นสุดลง

                                   สงครามครูเสด

สงครามครูเสด




คือ สงครามระหว่างศาสนา ซึ่งอาจหมายถึงสงครามระหว่างชาวคริสต์ต่างนิกายด้วยกันเอง หรือชาวคริสต์กับผู้นับถือศาสนาอื่นก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่มักหมายถึงสงครามครั้งใหญ่ระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์ ในช่วงศตวรรษที่ 11 ถึง 13
สงครามครูเสด เป็นสงครามศาสนาระหว่างชาวคริสต์จากยุโรป และ ชาวมุสลิม เนื่องจากชาวคริสต์ต้องการยึดครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และ เมืองคอนสแตนติโนเปิลหรือเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกีในปัจจุบัน   ในตอนเริ่มสงครามนั้นชาวมุสลิมปกครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ ดินแดนแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญของสามศาสนาได้แก่ อิสลาม ยูได และ คริสต์ ในปัจจุบันดินแดนแห่งนี้คือ ประเทศอิสราเอล หรือ ปาเลสไตน์ ชาวมุสลิมครอบครอง เมืองนาซาเรธ เบธเลเฮม และเมืองสำคัญทางศาสนาอีกหลายเมือง ในยุคของคอลีฟะหฺอุมัร (634-44) ซึ่งเป็นผู้นำทางศาสนาและการเมืองของอาณาจักรอิสลามในยุคนั้น
บทสรุปของสงครามในครั้งนั้นคือกองทัพมุสลิมสามารถยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์คืนจากชาวคริสต์ได้ และขับไล่ผู้รุกรานต่างดินแดนออกไป ซึ่งยังคงดำรงชาติมุสลิมสืบต่อมาจนถึงทุกวันนี้ มีสงครามครูเสดเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ครั้งที่สำคัญที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 11 ถึง 13 ซึ่งมีสงครามใหญ่ๆเกิดขึ้นถึง 9 ครั้งในมหาสงครามครั้งนี้และยังมีสงครามย่อยๆเกิดอีกหลายครั้งในระหว่างนั้น สงครามบางครั้งก็เกิดขึ้นภายในยุโรปเอง เช่น ที่สเปน และมีสงครามย่อยๆเกิดขึ้นตลอดศตวรรษที่ 16 จนถึงยุค Renaissance และเกิด Reformation
สงครามครูเสดครั้งที่ 1 (1095-1101)
เริ่มต้นเมื่อปี1095 โดยพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 2 (Urban II) แห่งกรุงโรม รวบรวมกองทัพชาวคริสต์ไปยังกรุงเยรูซาเลม ช่วงแรกกองทัพของปีเตอร์มหาฤาษี(Peter the Hermit) นำล่วงหน้ากองทัพใหญ่ไปก่อน ส่วนกองทัพหลักมีประมาณ 50,000 คนซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศฝรั่งเศส นำโดย โรเบิร์ตแห่งนอร์มังดีโอรสของวิลเลี่ยมผู้พิชิต
ในที่สุดเมื่อปี 1099 กองทัพก็เดินทางจากแอนติออคมาถึงกำแพงเมือง และยึดฐานที่มั่นใกล้กำแพงเข้าปิดล้อมเยรูซาเล็มไว้ กองกำลังมุสลิมที่ได้รับการขนานนามว่า ซาระเซ็น ได้ต่อสู้ด้วยความเข้มแข็ง ทว่าท้ายที่สุดนักรบครูเสดก็บุกฝ่าเข้าไป และฆ่าล้างทุกคนที่ไม่ใช่ชาวคริสต์กระทั่งชาวมุสลิมในเมืองหรือชาวยิวในสถานทางศาสนาก็ล้วนถูกฆ่าจนหมด เหลือเพียงผู้ปกครองเดิมในขณะนั้นซึ่งได้รับอนุญาตให้ออกไปได้ แต่ทว่าข่าวการรบนั้นไม่อาจไปถึงพระสันตะปาปา เนื่องจากพระองค์สิ้นพระชนม์ในอีกไม่กี่วันถัดมาผู้นำเหล่านักรบศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับเลือกคือ ก็อดฟรีย์ แห่ง บูวียอง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งนานหนึ่งปีจึงเสียชีวิต เดือนกรกฎาคมปี 1100 บอลด์วินจากเอเดสซาจึงขึ้นสืบเป็นกษัตริย์ พระองค์อภิเษกกับเจ้าหญิงอาร์เมเนีย แต่ไร้รัชทายาท พระองค์สวรรคตในปี 1118 ผู้เป็นราชนัดดานามบอลด์วินจึงครองราชย์เป็นกษัตริย์บอลด์วินที่ 2 แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ มีราชธิดา 3 พระองค์ และที่น่าสนใจคือครั้งนี้บัลลังก์สืบทอดทางธิดาองค์โตหรือมเหสี และพระสวามีจะครองราชย์แทนกษัตริย์องค์ก่อน
สงครามครูเสดมีสาเหตุหลักมาจากความแตกต่างทางความเชื่อในศาสนาแต่ละศาสนา จนทำให้ไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน ถึงขั้นต้องทำสงครามเพื่อแย่งกันครอบครองดินแดนศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนั้นเหตุผลทางการเมืองก็เป็นอีกสาเหตุของสงครามด้วย สงครามครูเสดได้คร่าชีวิตและทรัพย์สินของมนุษยชาติอย่างมากมายมหาศาลและบางส่วนของความขัดแย้งเหล่านั้นยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันศอลาฮุดดีน (ซาลาดิน)
สุลต่าน ศอลาฮุดดีน อัลอัยยูบีย์ เป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในระหว่างสงครามครูเสด (สุลต่าน คือกษัตริย์ของชาวมุสลิมซึ่งใช้ ชะรีอะหฺ (กฎหมายอิสลาม)ในการปกครองประเทศ ชาวยุโรปและอเมริกาก็เรียกเขาว่า ซาลาดิน ส่วนชาวมุสลิมยกย่องให้เขาเป็นวีรบุรุษ
Saladin11
มีหนังสือหลายเล่มเขียนเกี่ยวกับศอลาฮุดดีนผู้นี้ โดยเล่าถึงวีรกรรมและชัยชนะในสงคราม เช่นหนังสือชื่อ Daastaan Imaan Farooshoon Ki ซึ่งเขียนเป็นภาษาอูรดูโดยอัลทามาชซึ่งยกย่องศอลาฮุดดีนไว้มากมายในหนังสือเล่มดังกล่าว
17161_AC_08
images
ภาพและของมูล http://www.baanjomyut.com/library/war_of_religions/01.html

วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สงครามโลกครั้งที่1 The World War 1(ค.ศ.1914 -1918)
           สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี ค.ศ.1914-1918 เป็นการแย่งชิงความเป็นใหญ่และแข่งขันในการแสวงหาผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจในยุโรป จนมีการแบ่งมหาอำนาจเป็นสองฝ่าย ซึ่งต่างแข่งขันในด้านการดำเนินนโยบายทางการทูตและทางการทหาร จนก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ดังนี้
           1. เป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามฟรังโก-ปรัสเซียที่เกิดขึ้นในระหว่างปี (ค.ศ. 1870-1871) ซึ่งฝรั่งเศสเป็นฝ่ายแพ้ มีผลทำให้เกิดการรวมประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศสต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม 5 พันล้านฟรังก์ ต้องยกแคว้นอัลซัล-ลอเรนให้กับเยอรมนีและฝรั่งเศสต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว 23 ปี จึงสร้างความโกรธแค้นให้กับฝรั่งเศส, ฝรั่งเศสต้องการแก้แค้นเยอรมนี
           2. เกิดความรู้สึกชาตินิยม (Nationalism) พลังแห่งการรักชาติหรือความภูมิใจในชาติตนเอง ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะในคาบสมุทรบอลข่าน
            - ขบวนการขยายอิทธิพลสลาฟ (Pan Slavism) ชาวสลาฟต้องการแยกตัวออกจากการปกครองตุรกี
            - ประชาชนในบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาไม่ต้องการอยู่ใต้อำนาจการปกครองของออสเตรีย-ฮังการี
          3. เกิดลัทธิจักรวรรดินิยมใหม่ (New Emperialism) อันเนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดการแสวงหาอาณานิคมภายนอกเพื่อหาแหล่งวัตุดิบและระบายสินค้า เป็นแหล่งยุทธศาสตร์ทางการทหาร ทำให้เกิดการบาดหมางกันระหว่างประเทศคู่แข่งกัน
          4. ความขัดแย้งทางการทหาร และการสะสมอาวุธทั้งบางบกและทางทะเล โดยต่างประเทศต้องการพยายามสร้างอาวุธให้ทัดเทียมชาติศตรู อันมาเนื่องจากความระแวง สงสัย หวาดกลัวซึ่งกันและกัน เช่น เยอรมนีแข่งขัดกันด้านอาวุธทางทะเล เยอรมนีแข่งขันกันขยายกำลังพลทางบกกับฝรั่งเศส
          5. ก่อนเกิดสงคราม เกิดการแบ่งกลุ่มประเทศออกเป็น 2 กลุ่ม สมาชิกของแต่ละกลุ่มจะต้องช่วยเหลือกันในยามที่เกิดวิกฤติการณ์ระหว่างประเทศ
           - ไตรภาคี (Triple Alliance) ประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี และอิตาลีฝ่าย
         -  ไตรพันธมิตร (Triple Entente) ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย

สาเหตุปัจจุบันของการเกิด สงครามโลกครั้งที่ 1 (W.W.1)
            ความไม่พอใจของประเทศเซอร์เบีย (Serbia) ที่ประเทศออสเตรีย – ฮังการี ผนวกดินแดนบอสเนีย – เฮอร์เชโกวีนา (Bosnia – Herzegovena) ซึ่งมีประชาชนเป็นชาวสลาฟ (Slavs) เช่นเดียวกับเซอร์เบีย และเซอร์เบียต้องการผนวกดินแดนดังกล่าวเจ้ากับเซอร์เบีย
                เพื่อเป็นการเอาใจประชาชนที่อาศัยอยู่ในบอสเนีย – เฮอร์เชโกวีนา อาร์ชดุ๊กฟรานซิส เฟอร์ดินาน (Archduke Francis Ferdinand) มกุฎราชกุมารแห่งอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี จึงเสด็จไปเยือนซาราเจโว (Sarajevo) ซี่งเป็นเมืองหลวงของบอสเนีย – เฮอร์เชโกวีนา ในวันที่ 28 มิถุนายน ค.ศ. 1919 แต่พระองศ์ถูกลอบปลงพระชนม์โดยนักศึกาาชาวเซิร์บ ชื่อ กาวริโล ปรินซิป (Gavrilo Princip) ทำให้ออสเตรีย - ฮังการีตัดสินใจยื่นคำขาดต่อเซอร์เบียให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องใน 24 ชั่วโมง แต่เซอร์เบียไม่อาจรับได้ ดังนั้นจึงทำให้ฝ่ายสนับสนุนทั้งสองข้างถูกเข้ามาทำสงครามต่อกัน
          รัสเซียซึ่งถือว่าเป็นผู้นำของชาวสลาฟจึงสั่งระดมผลเพื่อช่วยเซอร์เบีย โดยมีฝรั่งเศสนับสนุน
          เยอรมนีซึ่งเป็นพันธมิตรของออสเตรีย – ฮังการีจึงประกาศสงครามกับรัสเซียและฝรั่งเศส
          เยอรมนียกกองทัพเข้าตีฝรั่งเศสผ่านเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นกลางและได้รับการคุ้มครองจากกลุ่มประเทสมหาอำนาจ โดยมีอังกฤษเป็นผู้นำ
          อังกฤษจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีในฐานะละเมิดความเป็นเอกราชและความเป็นกลางของเบลเยี่ยม
         ในปี ค.ศ. 1914 เป็นเวลาที่ W.W.1 เกิดขึ้น ซึ่งขณะนั้นมหาอำนาจยุโรปถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย
         1. ฝ่ายมหาอำนาจกลาง (The Central Power) ได้แก่เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี ตุรกี บัลแกเรีย
         2. ฝ่ายพันธมิตร (The Allied Power) ได้แก่ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ เซอร์เบีย อิตาลี สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และไทย

สาเหตุที่ทำให้อิตาลีเข้าร่วมในสงคราม
          แต่เดิมอิตาลีอยู่ในกลุ่มไตรภาคี แต่ปฏิเสธการเข้าร่วมส่งครามด้วยเนื่องจากมองว่า เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการี เป็นฝ่ายรุกรานก่อน จึงวางตัวเป็นกลาง แต่ตอนเริ่มสงครามอิตาลีหันไปรวมตัวกับฝ่ายไตรพันธมิตร เนื่องจากอิตาลีได้ทำสัญญาลอนดอนกับอังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ซึ่งเป็นสัญญาลับ โดยที่ฝ่ายพันธมิตรจะยกดินแดน    เทรนติโน ทริเอสเต และบางส่วนแถบดัลมาเทียให้แก่อิตาลี

สาเหตุที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงคราม
            - อเมริกาไม่พอใจที่เยอรมนีทำสงครามเรือดำน้ำอย่างไม่มีขอบเขต จนถึงการโจมตีเรือโดยสารลูสิตาเนีย ที่ไม่ติดอาวุธของอังกฤษจมลงใกล้ฝั่งทะเลของไอร์แลนด์ ซึ่งมีชาวอเมริกันเดินที่ทางมาด้วยเสียชีวิค 139 คน  ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1915 อเมริกาจึงประท้วงเยอรมนี
            - นายซิมเมอร์แมน (Zimmerman) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีได้ชวนเม๊กซิโกกับญี่ปุ่นให้มาร่วมทำสงครามกับสหรัฐอเมริกา โดยเม๊กซิโกจะได้รับผลตอบแทนคือ ดินแดนรัฐนิวเม็กซิโก เท็กซัสและอริโซนาคืนจากอเมริกา จึงทำให้อเมริกาไม่พอใจ
            - อเมริกาขายอาวุธให้กับกลุ่มพันธมิตร ถ้าพันธมิตรแพ้ อเมริกาจะสูญเสียรายได้จากการขายอาวุธ

สาเหตุที่ทำให้รัสเซียถอนตัว
          เกิดการปฏิวัติในประเทศรัสเซียของพวกบอลเซวิค (Bolsheviks) เพื่อล้มล้างอำนาจการปกครองของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1917 ในวันที่ 3 มีนาคม ค.ศ.1918 เลนิน (Lenin) ผู้นำของโซเวียตรัสเซีย  (Soviet Russia)  ทำสัญยาสงบศึกเบรสท์ – ลิตอฟ (Brest – Litovsk) กับเยอรมนี เป็นการถอนตัวออกจากสงคราม  

สาเหตุของการสิ้นสุดสงคราม
         ฝ่ายประเทศมหาอำนาจกลาง ที่เป็นพันธมิตรกับประเทศเยอรมนี มักประสบความพ่ายแพ้ ส่งผลกระทบต่อแนวรบเยอรมนี เยอรมนีจึงอ่อนล้า ก่อให้เกิดการกบฏของทหารเรือที่คลองคีล (Kiel) เกิดการจลาจลวุ่นวายทั่วประเทศเยอรมนี
        วันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 ไกเซอร์ วิลเลียมที่ 2 (Kaiser William II)  ลี้ภัยไปอยู่ฮอลแลนด์
       วันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 เยอรมนีจึงยอมยุติสงครามเพื่อขอเจรจาทำสนธิสัญญาสงบศึกกับฝ่ายพันธมิตร
ผลของสงครามโลกครั้งที่ 1
        1.ประเทศในยุโรปทั้งที่เป็นฝ่ายผู้แพ้ (มหาอำนาจกลาง) และฝ่ายชนะ (พันธมิตร) รวมถึงประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างได้รับผลกกระทบทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลมาจากสงคราม ระบบการเงินทั่วโลกกระทบกระเทือน
   2. แยกฮังการี ออกจาก ออสเตรีย
        3. ประเทศเยอรมนี ออสเตรีย และตูรกี เปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบบสาธารณรัฐ
        4.เกิดประเทศขึ้นใหม่เช่น ยูโกสลาเวีย เชคโกสโลวาเกีย โปแลนด์ ลัทเวีย ลิโทเนีย
        5. มีทหารเสียชีวิตไปประมาน 8 ล้านคน บาดเจ็บประมาน 20 ล้านคน
        6. มีการจัดตั้งองค์กรสันนิบาตชาติ (League Of Nations) เพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ
        7. มีการจัดทำสนธิสัญญาสงบศึกเพื่อเป็นการลงโทษแก่ประเทศผู้แพ้สงคราม โดยข้อกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายผู้ก่อสงคราม ผลของสัญญาเช่น ผู้แพ้ต้องเสียดินแดน เสียอาณานิคม เสียอำนาจการปกครองตนเอง เสียอำนาจทางการค้า และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาล  ซึ่งกลายมาเป็นสาเหตุและชนวนที่จะนำไปสู่การเกิดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน ค.ศ.1939-1945
ภาพและข้อมูลโดย

 https://www.gotoknow.org/posts/247778%E0%B8%9C%E0%B8%A5